ระยะหลังมานี้ ในบ้านเรามีโฆษณา เรื่อง กลูต้าผิวขาว ฉีดกลูต้าไธโอนแล้วผิวสวย มาเยอะมากๆๆๆๆๆ ก่อนที่จะสายไปกว่านี้ และสำหรับคนที่อยากทำความรู้จักกับ กลูตาไธโอน และ ทรานซามีน ว่าจริงๆแล้ว ได้ผลหรือเปล่า แล้วมีผลดี ผลเสียอย่างไร

(ภาพจาก http://hstroud.teachforus.org/)
คุณหมอรังสิมา ท่านกรุณาให้ข้อมูล ไว้ใน Twitter เรื่องกลูต้าไธโอนไว้ เราเลยนำมารวบรวมอีกครั้ง เผื่อมีคนสนใจอยากอ่านซ้ำ หรือเอาไปบอกพี่น้อง เพื่อนฝูง
1) กลูตาไธโอนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญในร่างกาย ที่ร่างกายสามารถสร้างขึ้นได้เองจากอาหารประเภทโปรตีน ไข่และนม รวมถึงผักผลไม้
2) ร่างกายจะเก็บกลูตาไธโอนที่สร้างขึ้นไว้ที่ตับ สามารถพบกลูตาไธโอนได้ในทุกเซลล์ของร่างกายโดยกลูตาไธโอนจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ
3) กลูตาไธโอนช่วยให้ร่างกายดูดซึมวิตามิน C และ E ได้มากขึ้น กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA และขับสารพิษออกจากร่างกาย
4) กลูตาไธโอนยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสทำให้เม็ดสีของผิวหนังเปลี่ยนจากเม็ดสีน้ำตาลดำ (eumelanin) เป็นเม็ดสีอ่อนลง (pheomelanin) ทำให้ผิวขาวขึ้น
5) กลูต้าไธโอน และ NAC จะทำงานร่วมกับ Vit C และ E ไปต้านอนุมูลอิสระในเนื้อเยื่อ ทำให้เซลล์ไม่เสื่อมสภาพเร็วเกินไป
6) สารกลูตาไธโอน จะไม่สามารถถูกดูดซึมจากกระเพาะอาหารได้ เพราะจะถูกย่อยสลายและขับออกทางลำไส้ การรับประทานยาเม็ดกลูต้าไธโอนจึงไม่ได้ประโยชน์เลย
7) กลูตาไธโอนชนิดทา มีงานวิจัยพบว่าช่วยทำให้แผลของหนูหายเร็วขึ้น แต่ไม่เคยมีการวิจัยในคน โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับความขาว
8) ผู้ที่ฉีดกลูตาไธโอนเพื่อให้ผิวขาวขึ้น ต้องฉีดในปริมาณมากกว่าที่ใช้รักษาตามปกติหลายเท่าตัวต่อเนื่องกันนาน อาจมีอันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวได้
9) กลูตาไธโอน ไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้างพันธุกรรมของเซลล์สร้างเม็ดสีได้ เมื่อหยุดฉีดยา เซลล์สร้างเม็ดสีก็กลับไปสร้างเม็ดสีดำตามปกติเหมือนเดิม
10) การฉีดยาใด ๆ ก็ตามเข้าเส้นเลือดดำ มีโอกาสที่จะแพ้ได้ ทั้งการแพ้ตัวยาเอง สารฆ่าเชื้อ สารกันเสีย สารปนเปื้อน หรืออาจมีการติดเชื้อจากการฉีด
11) มีรายงานผู้ป่วยในต่างประเทศที่ได้รับการฉีดกลูตาไธโอนขนาดสูง มีอาการช็อก ความดันต่ำ หายใจไม่ออก และเสียชีวิต หากไม่ได้ช่วยเหลือทันท่วงที
12) การฉีดกลูตาไธโอนมักให้ร่วมกับวิตามินซีขนาดสูง ซึ่งการฉีดวิตามินซีในขนาดที่สูงและเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดอาการมึน ศีรษะคล้ายจะเป็นลมได้
13) การที่ร่างกายได้รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน ๆ จะทำให้เม็ดสีเมลานินที่จอตาลดลง ทำให้จอตารับแสงได้น้อยลง เสี่ยงต่อการมองเห็นได้ในอนาคต
14) การได้รับสารกลูตาไธโอนเป็นเวลานาน จะทำให้เม็ดสีเมลานินที่ผิวหนังลดลง ผิวหนังจะได้รับแสง ultraviolet มากขึ้น เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งผิวหนัง
15) หากใช้กลูตาไธโอนในผู้ป่วยมะเร็ง ทำให้ประสิทธิภาพของเคมีบำบัดลดลง
16) การได้รับสารกลูตาไธโอนปริมาณมาก มีผลทำให้ขบวนการต้านอนุมูลอิสระของร่างกายเสียสมดุล กลายเป็นอนุมูลอิสระกลับมาทำร้ายร่างกายได้
17) การฉีดกลูตาไธโอนเป็นการเพิ่มสารกลูตาไธโอนได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น อาจทำให้ผิวขาวขึ้นได้ในเวลาสั้น ๆ พอหยุดฉีดสีผิวก็จะกลับเป็นเหมือนเดิม
18) ไม่ควรตกเป็นเหยื่อของคำโฆษณาที่อ้างว่าทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ไหนที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวรเช่นนั้นได้
19) ไม่มีการฉีดกลูตาไธโอนในโรงพยาบาลรัฐหรือโรงเรียนแพทย์ เพราะไม่มีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระยะยาว
20) กระทรวงสาธารณสุข มีระเบียบออกมาห้ามไม่ให้แพทย์ใช้การฉีดกลูตาไธโอน เพื่่อทำให้ผิวขาว และมีการสุ่มตรวจสถานพยาบาลที่ฉีดและโฆษณาว่ามีความผิด
21) ถ้าแพทย์ฉีดกลูตาไธโอนให้กับคนไข้ ถือว่ากระทำผิดกฏหมายข้อหาขายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 5,000 บาท
22) ถ้าสถานพยาบาลมีการโฆษณาเกินจริเรื่องการฉีดกลูตาไธโอน จะมีความผิดตาม พรบ. ยา มีโทษปรับถึง 1 แสนบาท
23) ถ้าผู้ฉีดกลูตาไธโอนไม่ใช่แพทย์ มีความผิดฐานประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเปิดสถานบริการโดยไม่ได้รับอนุญาต พรบ. วิชาชีพเวชกรรม มีโทษจำและปรับ
24) ระยะหลังพบว่ามีการนำยา Transamine มาผสมกับกลูตาไธโอนชนิดกิน เพื่อทำให้ผิวขาวขึ้น เพราะกลูตาไธโอนไม่ดูดซึม จึงไม่มีผลต่อร่างกาย
25) มีการนํา transamine ขนาดสูงไปกินเพื่อหวังให้ผิวขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะยานี้ราคาถูกกว่ากลูต้าไธโอนมาก จึงมีคนพยายามนำ transamine มาผสม แล้วอ้างว่าเป็นกลูตาไธโอนขนาดสูงหลายพัน มก. ผู้บริโภคอาจถูกหลอกให้กินยานี้
26) transamine เป็นยาที่ใช้ในการทําให้เลือดแข็งตัว เพื่อรักษาคนไข้ที่มีปัญหาเลือดไหลไม่หยุด แต่ยานี้มีผลข้างเคียงในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี
27) เคยมีการวิจัยที่นํายานี้มารักษาคนไข้ฝ้า พบว่าทําให้ฝ้าจางลงได้ แต่ภายหลังหยุดยาฝ้าก็กลับมาเข้มขึ้นอีก จึงไม่แนะนําให้ใช้ยานี้รักษาฝ้า
28) ผลข้างเคียงจากการกิน transamine คือ คลื่นไส้อาเจียนปวดศีรษะ เลือดจาง ถ่ายบ่อย และเกิดลิ่มเลือดอุดตันที่สมอง ปอด ไต และตา อาจเสียชีวิตได้
29) ถ้าใครซื้อยาหรืออาหารเสริมที่โฆษณาว่าทําให้ผิวขาวแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ควรหยุดกินทันที เพราะอาจมี transamine เป็นส่วนผสม
30) คนที่มีโรคประจําตัว เช่น เบาหวาน ความดันสูง กินยาคุม เส้นเลือดตีบ มีโอกาสเกิดลิ่มเลือดอุดตันหลังกิน transamine สูง อาจเสียชีวิตได้
31) ถ้าจะซื้อวิตะมินหรืออาหารเสริมมากิน ควรตรวจสอบว่าผ่านการรับรองจาก อย. และควรระบุเลข อย. บนฉลากผลิตภัณฑ์ก่อน เพื่อความปลอดภัย
32) ผู้บริโภคไม่ควรหลงเชื่อคําโฆษณาว่ามียาหรืออาหารเสริมใดทําให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวรและปลอดภัย
RT @DrIttaporn: กรณีพบแพทย์ ฉีดกลูต้าไธโอน ให้ผิวขาว ถือว่าผิดจริยธรรม แจ้งชื่อ สถานที่ให้ แพทยสภาดำเนินคดีได้ที่ email tmc@tmc.or.th ครับ
อ่านแล้ว ได้ข้อมูลเรียบร้อย อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่ชักชวนให้เราเข้าใจผิดนะคะ อาจจะเกิดผลไม่ดีต่อสุขภาพตามมา แบบที่เราไม่สามารถเรียกสุขภาพดี ๆ กลับคืนมาได้